ศอฉ.ยังไม่เคอร์ฟิว,ทวีศิลป์โฆษก ศบค.-ผบ.ตร.สั่งเพิ่มด่านคัดกรอง

ศบค. ตั้ง"นพ.ทวีศิลป์"โฆษก เร่งบูรณาการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตาม พรก.ฉุกเฉิน ช่วยเหลือประชาชน ขณะ ผบ.ตร.สั่งเพิ่มด่านคัดกรองจาก7จุดเป็น12จุด

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19( ชื่อย่อ ศบค.) แถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ในช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมแต่งตั้งตนเองเป็นโฆษก และด้วยความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธาน ศบค. พร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนยามฉุกเฉินโดยสถานการณ์มาถึงจุดที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการ การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อระดมทรัพยากรในการบริหารและการบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงการออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และผลกระทบของเศรษฐกิจ ก่อนที่จะควบคุมไม่ได้ ซึ่งแนวทางการทำงานของศูนย์คือ ให้ผู้ที่รับผิดชอบปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติหน้าที่ให้แต่ละด้าน , ให้มีการบูรณาการ และการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน , ให้มีการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของประชาชนในทุกกลุ่ม และเสนอแนวทางการแก้ไข รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยา , ขอให้มีความเชื่อมั่นในระบบการแพทย์ที่เป็นความหวังของประชาชน

นายแพทย์ทวีสิน กล่าวอีกว่า การประชุมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงรัฐมนตรีทุกกระทรวง โดยเน้นถึงโรคระบาดโควิด-19 รวมถึงทางด้านความมั่นคงจะมีการจัดกำลังจากทหารเข้าช่วยเหลือประชาชน ทั้งแจกหน้ากากอนามัย การมอบเครื่องช่วยหายใจ สำหรับการประชุม ศบค. จะมีการประชุมทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง เพื่อประสานงานในภารกิจต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 และเพื่อแจ้งให้ประชาชนรับทราบว่านายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงในสุขภาพของประชาชน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือ ประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะช่วยให้ผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ โดยหลักการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing จะเป็นสิ่งที่ทำให้โรคระบาดลดการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อถามถึงที่กรณีมีผู้ป่วยจังหวัดกระบี่ ที่ติดเชื้อโควิด-19 หนีออกมาจากโรงพยบาลนั้น นายแพทย์ทวีสิน กล่าวว่า บุคคลสาธารณะสุขจะเป็นผู้ให้คำตอบต่อไป

ผบ.ตร.สั่งเพิ่มด่านคัดกรองจาก 7 จุด เป็น 12 จุด

พล.ต.ท. ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงมาตรการตั้งด่านจุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันนี้ (26 มี.ค.63) ถึง 30 เมษายน 2563 โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้เพิ่มด่านคัดกรองจากเดิม 7 จุด เป็น 12 จุดประกอบด้วย เดิมด่านตรวจ 7 จุด คือ ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี , ถนนสุวินทวงศ์ บริเวณใต้ด่วนมหานคร , ถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก ซอย 39 , ถนนสุขุมวิท บริเวณ BTS แบริ่ง , ถนนราชพฤกษ์ บริเวณหน้าศูนย์โตโยต้า พื้นที่ตลิ่งชัน , ถนนสุขสวัสดิ์ ใต้สะพานภูมิพล และถนนพระราม 2 ซอยพระราม 2 ซอย 92 ซึ่งมีการเพิ่มเติมด่านตรวจโควิด-19 อีก 5 จุด คือ ถนนเพชรเกษม รอยต่อจังหวัดนครปฐม , ถนนบางนาตราด รอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ ,ทางยกระดับบูรพาวิถี ด่านบางจาก , ถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณอนุสรณ์สถาน และทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ ด่านดอนเมือง

สำหรับมาตรการในการเรียกตรวจคัดกรองประชาชนนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการสังเกตประชาชนที่อยู่ภายในรถรวมถึงรถโดยสารประจำทาง หากบุคคลใดเข้าข่ายต้องสงสัยจะมีการเรียกให้เข้ามาสอบสวนโรคทันที ดังนั้นหากประชาชนจะเดินทางออกจากบ้าน ขอให้เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม สวมหน้ากากอนามัย พกเจลล้างมือและเผื่อเวลาการเดินทางด้วย

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติได้เน้นย้ำถึงการปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่ ให้ใช้กิริยา วาจาที่สุภาพ ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการตรวจคัดกรองให้ประชาชนทราบ มีการบันทึกภาพผู้ขับขี่และผู้โดยสารตลอดเวลาโดยให้กระทบกับการจราจรให้น้อยที่สุด ซึ่งประชาชนที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางให้อยู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต , งดเว้น การเดินทางข้ามจังหวัด หากจำเป็นจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด
**ข้อมูล/ภาพ : สำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.