Untitled Document

  ร่วมด้วยช่วยกัน 1677 เชียงราย l พิษณุโลก  l จันทบุรี  l ชัยนาท  l สระบุรี  นครราชสีมา  l ขอนแก่น  l  อุบลราชธานี  l ชุมพร  นครศรีธรรมราช

บังอร เพ็งคล้าย ปลูก "เมล่อน" จนลืมตาอ้าปากได้ จากการสนับสนุนของรัฐและเอกชน  

    
  รายละเอียดข่าว :
 

วันที่ 04 มีนาคม 2551 

มีเกษตรกรไม่ใช่น้อยที่ลืมตาอ้าปากได้ จากการสนับสนุนในโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจนในพื้นที่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนร่วมมือกัน โดยทางภาคเอกชนเข้าไปสนับสนุนในเรื่องของการปลูกพืชในโครงการที่ถูกต้อง พร้อมรับซื้อผลผลิตในราคาประกันจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนในเรื่องของเงินลงทุนขั้นแรก เมื่อเกษตรกรมีรายได้จากการขายผลผลิตเข้ามาแล้ว ก็หักชดใช้คืนให้กับภาครัฐในภายหลัง เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

คุณบังอร เพ็งคล้าย เกษตรกรหญิงคนเก่งแห่งบ้านหมู่ที่ 10 ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ก็เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจากการที่ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนเกษตรกรที่ยากจนให้มาปลูกพืชผลตามที่บริษัทเอกชนเข้ามาแนะนำ

คุณบังอรปลูก "เมล่อน" จากการสนับสนุนของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เริ่มปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนมาถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 7 ปี เจ้าตัวบอกว่า

"ก่อนที่จะหันมาปลูกเมล่อนนั้น ทางบ้านปลูกอ้อย ข้าวโพด บางปีก็รับจ้างตัดอ้อย ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อยมานาน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของบริษัท เจียไต๋ เข้ามาแนะนำให้ปลูกเมล่อนก็เกิดความสนใจ อยากปรับเปลี่ยนการทำเกษตรดูบ้าง จึงตกลงเข้าร่วมโครงการของบริษัท ไปเข้ารับการอบรมการปลูกเมล่อนที่ฟาร์มของบริษัท เจียไต๋ เมืองกาญจน์ จากนั้นก็กลับมาลงมือปลูกเมล่อนเองที่บ้าน"

คุณบังอร เล่าต่อไปว่า ปลูกเมล่อนครั้งแรก ทางบริษัทกำหนดให้ปลูกในเนื้อที่ 1 ไร่ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนเงินทุนสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่ กว้าง 7 เมตร ยาว 36 เมตร สูง 5 เมตร หลังคาเป็นพลาสติคใสรูปโดม รอบด้านเป็นมุ้งไนล่อนตาถี่สีขาว

ภายในโรงเรือนยกร่องทำเป็น 4 ร่อง ปลูกเมล่อนได้ 552 ต้น ระยะห่างต่อต้น ถ้าปลูกหน้าหนาวระยะห่าง 45-50 เซนติเมตร ปลูกหน้าร้อนระยะห่าง 40 เซนติเมตร หน้าร่องกว้าง 80 เซนติเมตร เว้นทางเดินระหว่างกลาง

คุณบังอร บอกว่า ก่อนตีร่องจะต้องปรับดินภายในโรงเรือนให้ทั่วก่อน โดยการหว่านปุ๋ยหมัก ปุ๋ยขี้วัว ปูนขาว หว่านให้ทั่วแล้วใช้รถไถพรวนคลุกดินก่อน จึงยกร่อง เมื่อยกร่องแล้วรดน้ำพอชุ่ม จากนั้นจึงใช้พลาสติคคลุมบนร่อง แล้วเจาะพลาสติคให้เป็นวงกลมเพื่อเอาต้นกล้าลงปลูก ระยะห่างต่อต้นดังที่กล่าวแล้ว

"ต้นกล้า ทางบริษัทจะเอามาให้ปลูก ที่ไร่ปลูกเมล่อนพันธุ์เขียวมรกต กับพันธุ์นีออน เมื่อก่อนปลูกใหม่ๆ ปลูกพันธุ์ปริ๊นส์เซส"

เมื่อลงต้นกล้าแล้วก็รดน้ำตาม ค่อยๆ ทยอยปักค้างไปเรื่อยๆ ใช้ไม้ค้างสูงประมาณ 4 ศอก การให้น้ำใช้ระบบสปริงเกลอร์น้ำหยด ต่อสายเปิด-ปิด ให้น้ำวันละ 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20 นาที

สำหรับการให้ปุ๋ยก็ผสมน้ำให้ไปตามสายยางระบบน้ำหยด เมื่อลงกล้าพอรากยึดต้นตั้งตัวดีแล้วให้ปุ๋ยสูตร 20-20-20 ช่วงที่สองต้นติดดอกให้ปุ๋ยสูตร 17-10-27 ช่วงที่สามเมื่อติดผลแล้ว 25 วัน ให้ปุ๋ยสูตร 13-0-46 ช่วงที่สี่สุดท้ายก่อนตัดผล 1 สัปดาห์ ให้ปุ๋ยสูตร 0-0-50

คุณบังอร กล่าวต่อไปว่า เมล่อนพอลงปลูก ระบบรากเดินได้ดีไม่ต้องห่วงเลย ต้นจะโตเร็วมาก เผลอแป๊บเดียวยอดขึ้นสูงระดับปลายค้างแล้ว ข้อแขนงจะแตกออกไปเรื่อยๆ เกษตรกรต้องตัดข้อแขนงจากล่างสุดขึ้นไป 8 ข้อทิ้ง เก็บข้อที่ 9-13 ไว้ ประมาณ 20 วัน ต้นจะติดดอก ให้ผสมเกสรโดยเขี่ยเกสรจากดอกตัวผู้ลักษณะกลม เอาเกสรไปใส่ในเกสรดอกตัวเมีย พอผสมเสร็จราว 2 วัน ดอกจะหุบ เริ่มติดเป็นผล นับจากวันลงปลูกไป 45 วัน สามารถเก็บผลผลิตขายได้

การให้ปุ๋ย ก็ไล่จากระยะเวลาที่ต้องใส่ปุ๋ย สำหรับน้ำนั้นต้องให้สม่ำเสมอทางระบบน้ำหยด ส่วนเรื่องของโรคและศัตรูเมล่อนนั้น คุณบังอรบอกว่า เมล่อนถ้าปลูกกลางแจ้งในที่โล่งจะมีศัตรูมาเล่นงานมาก ค่อนข้างที่จะอ่อนแอ โรคที่เจอมักเป็นโรคโคนเน่า ราแป้ง ไวรัส ถ้าเจอต้องขุดต้นทิ้งเอาออกจากโรงเรือนที่ปลูกโดยเร็ว มิเช่นนั้นจะระบาดลุกลามไปทั่วทั้งโรงเรือนเสียหายหมด

การป้องกันก็ต้องฉีดยาไว้ก่อน ใช้ยาป้องกันเชื้อรา ยาฆ่าหนอน ฉีดคลุมทุก 3 วัน ส่วนฮอร์โมนบำรุงใส่ไปกับระบบน้ำหยดได้เลย

"จะทำเมล่อนให้ได้ดีขี้เกียจไม่ได้เลย จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ เพราะขืนผัดวันการฉีดยาป้องกัน หากเกิดเป็นโรคขึ้นมาจะลุกลามติดต่ออย่างรวดเร็ว ป้องกันไม่ทันแล้วจะเสียใจ และเสียเงินที่ลงทุนไป"

เมล่อน 1 ต้น ให้ผลผลิต 1 ลูกเท่านั้น ก่อนเก็บ 15 วัน หยุดการฉีดยาโดยสิ้นเชิง ป้องกันสารตกค้างในผล เก็บส่งขายราคาประกัน บริษัทรับซื้อเมล่อน เกรด A กิโลกรัมละ 30 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 18 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนใหญ่ถ้าทำตามตารางที่บริษัทกำหนด เกษตรกรจะทำเมล่อนได้เกรด A กันทั้งนั้น

คุณบังอร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันปลูกเมล่อนอยู่ 8 โรงเรือน ตามที่บริษัทกำหนด ละแวกบ้านมีสมาชิกมาเข้ากลุ่ม 6-7 ราย ทุกรายที่เข้าร่วมโครงการนี้ประสบความสำเร็จทั้งหมด มีรายได้แต่ละรุ่นเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

หลังจากเก็บผลผลิตแล้วก็ให้รื้อค้างทิ้ง เอาผ้าพลาสติคที่คลุมร่องออก ปรับดินใหม่ใส่ปุ๋ยคอก หว่านปูนขาวทั่วโรงเรือนแก้ความเป็นกรดด่างของดิน ใส่ปุ๋ยบำรุงดินแล้วยกร่องใหม่ จากนั้นก็ปูผ้าพลาสติค คราวนี้ไม่ต้องเจาะพลาสติคแล้ว เอาต้นกล้าลงปลูกตามรูเจาะเก่าได้เลย

เมล่อนสามารถปลูกได้ปีหนึ่ง 3 รุ่น ปลูกในที่เดิมได้สบายๆ แต่ขอให้ใส่ปุ๋ยและฉีดยาตามตารางที่บริษัทกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด คุณบังอรกล่าวว่า เมื่อแรกเริ่มบริษัทมาชักชวนชาวบ้านไม่มีใครสนใจเข้าร่วมโครงการ มีบ้านตนเพียงบ้านเดียว เมื่อเข้าร่วมโครงการ ทางบริษัทก็ส่งเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ มาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ปลูกใหม่ๆ แทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ พยายามเป็นนักเรียนที่ดี ดูแลแปลงอย่างใกล้ชิด พอผลผลิตออกมาเก็บขายได้เงิน เพื่อนบ้านก็เริ่มสนใจ

พอปลูกไปรุ่นที่ 2-3 คราวนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาขอร่วมโครงการ ทางบริษัทก็ยินดีที่มีสมาชิกใหม่เข้ามา ปลูกไปรุ่นที่ 4-5 ก็สามารถทำได้เองแล้ว แต่ก็ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลจากบริษัท นักวิชาการของบริษัทก็ยังคงเข้ามาตรวจตราดูแลแปลงอย่างสม่ำเสมอ การให้ปุ๋ยให้ยาจะต้องทำตรงตามกำหนด ผลผลิตทุกรุ่นที่ได้ออกมาเป็นเกรด A ทั้งสิ้น จนปัจจุบันนี้สามารถลืมตาอ้าปากได้จากการขายผลผลิตเมล่อน จากการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนเกษตรกรที่ยากจนของรัฐบาลกับเอกชน

"เมื่อก่อนใครๆ ก็บอกว่า กลางไร่อ้อยอย่างนี้ ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล นอกจากปลูกอ้อยเท่านั้น ความเชื่อนี้ยังติดอยู่กับความคิดของเกษตรกรชาวไร่อ้อย จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า เราสามารถปลูกพืชอะไรก็ได้ที่อยากปลูก เมื่อปลูกแล้วก็ทำให้ดี ให้ได้คุณภาพ อย่างเช่น เมล่อน แรกๆ เอามาปลูกกลางไร่อ้อย ใครๆ ก็หัวเราะ ต่างก็ว่าไปไม่รอดแน่ เพราะไร่อ้อยนั้นร้อน ประกอบกับแมลงศัตรูพืชมีมาก มาถึงวันนี้เสียงหัวเราะเยาะหมดไป มีแต่หัวเราะจากการขายเมล่อนได้กำไรเป็นเงินเข้ามา"

เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจจะปลูกเมล่อน อยากจะไปเที่ยวชมแปลงของคุณบังอร หนทางไปค่อนข้างไกลและเข้ายากสักหน่อย เอาเป็นว่าใครจะไปดูงาน โทร.ไปถามทางกันได้ที่ (089) 520-0624 คุณบังอร เกษตรกรหญิงคนเก่งยินดีต้อนรับทุกท่าน

ขอบคุณข้อมูลจาก เทคโนโลยีชาวบ้าน