Untitled Document

  ร่วมด้วยช่วยกัน 1677 เชียงราย l พิษณุโลก  l จันทบุรี  l ชัยนาท  l สระบุรี  นครราชสีมา  l ขอนแก่น  l  อุบลราชธานี  l ชุมพร  นครศรีธรรมราช

เลี้ยงปลากินขี้วัว ผลพลอยได้ดี  

    
  รายละเอียดข่าว :
 

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 

เวลานี้ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวง หรือต่างจังหวัด และตามชนบท ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า ด้วยพิษของเศรษฐกิจขาลง และราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ

อยู่ในเมืองหลวงขับรถไปทำงาน สิ้นเดือนก็เหมือนสิ้นใจ เพราะว่ารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ดิ้นรนเสาะหาอาชีพเสริมกันมากมาย เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวให้มีความสุข

กลับภาพไปที่ใบหน้าของชาวบ้านตามชนบท ส่วนใหญ่มักมีรอยยิ้มที่แห้งๆ ไม่สดใสดังวันวาน เพราะอะไรหรือ...ไม่ต้องตอบ ก็คงรู้ๆ กันดีว่า ภาพรวมของผลผลิตทั่วๆ ไปราคายังเท่าเดิม บางชนิดต่ำกว่า แต่ต้นทุนการผลิตกลับสูง ตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ทำก็อด ทำแล้วก็เป็นหนี้ แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ สู้ต่อไปเถอะพี่น้องชาวไทยที่รักยิ่งทั้งหลาย สักวันหนึ่งคงจะพลิกฟื้นขึ้น ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

ทำไปคิดไป โอกาสที่จะลดต้นทุนมีสูง ด้วยว่าได้สะสมประสบการณ์ อย่างเช่น ครอบครัวของ คุณสมชัย-คุณบัตรียะ ลัดลอย สองสามี-ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 41/2 หมู่ที่ 1 ตำบลดอยเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. (089) 406-2225 ที่ปัจจุบันนี้ได้ยึดอาชีพเลี้ยงปลา-วัว เลี้ยงครอบครัวอยู่อย่างสบาย แต่กว่าจะถึงวันนี้เขาและเธอต่างดิ้นรนค้นหาอาชีพมามากมายและทำงานหนักมาตลอด

ทำนา รับจ้างเก็บเกี่ยวข้าว และเลี้ยงกุ้ง คืออาชีพเดิมของครอบครัวนี้ และที่จดจำไว้จนวันตายก็คือ อาชีพเลี้ยงกุ้ง เพราะว่ามีโรคระบาดเข้ามารบกวน และที่เหลือขายไม่ได้ราคา ทำให้ขาดทุนอย่างย่อยยับ

คุณสมชัย และคุณบัตรียะ เป็นนักสู้ ซึ่งไม่เก็บความผิดหวังไว้นาน หลังจากขาดทุนในการเลี้ยงกุ้ง ก็เปลี่ยนอาชีพใหม่ทันที

"ขุนวัวขาย" คืออาชีพใหม่ที่ว่า โดยคุณสมชัยรับหน้าที่ขับรถกระบะตระเวนออกไปรับซื้อวัวจากชาวบ้าน โดยเน้นวัวลูกผสมหูยาว ฮินดูบราซิลเป็นหลัก เนื่องจากโครงสร้างดี สามารถนำเลี้ยงขุนให้ผลผลิตเนื้อดีกว่าวัวพื้นบ้านทั่วๆ ไป

คอกวัวขุนของเขาสร้างอยู่บนขอบบ่อเลี้ยงกุ้งเดิม โดยมีขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 8 เมตร มุงหลังคาด้วยสังกะสี ส่วนพื้นเป็นปูนซีเมนต์ และฝังท่อ พีวีซี 2 อัน เพื่อใช้เป็นท่อน้ำทิ้งไหลลงบ่อเลี้ยงกุ้ง 2 บ่อ

"ในช่วงแรกๆ ผมจะปล่อยบ่อให้ทิ้งร้างไว้เฉยๆ น้ำจากการล้างคอกวัวไหลลงไปสู่บ่อ ทำให้เกิดพวกไรแดงและพวกแมลงมากมาย จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงปลาให้กินขี้วัว" คุณสมชัย กล่าว

เขาทดลองครั้งแรก ปรากฏว่าได้ผลดีเกินความคาดหมาย กล่าวคือ ปลาที่เลี้ยงไว้เจริญเติบโตดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้ให้อาหารเม็ดหรืออาหารเสริมอะไรเลย ก็สามารถจับขายได้ในเวลาเพียงประมาณ 6 เดือนเท่านั้น ในขณะเดียวกันกลิ่นน้ำเน่าเสียที่มาจากขี้วัวก็ไม่เกิดขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมในภาพรวมดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว

"ผมจะล้างคอกวัววันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น พร้อมกับอาบน้ำให้วัวด้วย เพื่อให้มีสุขภาพดี และป้องกันพวกเชื้อโรคและแมลงวันเข้ามารบกวน น้ำจากการล้างคอกนั้นจะไหลลงสู่บ่อ 2 บ่อ ผ่านทางท่อน้ำทิ้ง ปลาได้ยินเสียงน้ำที่ไหลลงบ่อ ก็มาคอยกินขี้วัวเป็นอาหาร มันกินทุกๆ วัน วันละ 2 ครั้งเหมือนกัน ใช้เพียง 6 เดือนเท่ากัน ก็สามารถจับขายแล้ว ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก เพียงแต่ใช้เงินซื้อพันธุ์ปลาเท่านั้นเอง" คุณสมชัย กล่าว



เลี้ยงวัวขุน 25 ตัว มีผลพลอยได้

ปลา 4 ตัน ต่อ 6 เดือน

ปลาที่เขานำมาเลี้ยงให้กินขี้วัวนั้น มี 3 ชนิด คือ ปลาดุกบิ๊กอุย ปลานิล และปลาตะเพียน ส่วนปลาอื่นๆ นั้นเขาบอกว่า ไม่ค่อยเหมาะสม เพราะว่าจะเจริญเติบโตช้า

"ผมจะแยกเลี้ยงระหว่างปลาดุกกับปลากินพืชพวกปลานิลและปลาตะเพียน โดยจะปล่อยปลาดุก 1 บ่อ ในอัตราหนาแน่น 4,000 ตัว ต่อบ่อ ส่วนปลานิลและปลาตะเพียนจะเลี้ยงรวมกัน โดยปล่อยในอัตราหนาแน่น 10,000 ตัว ต่อบ่อ ใช้เลี้ยงประมาณ 6 เดือน ก็จะได้ผลผลิตปลาดุกประมาณ 2 ตันเศษ ส่วนปลากินพืชดังกล่าวผลผลิตก็ไม่ต่างแตกกันมากนัก รวมๆ เป็นเงินแล้ว อยู่ที่ 60,000-70,000 บาท ต่อรุ่น"

"นำมาหักค่าใช้จ่ายค่าพันธุ์ปลาสัก 6,000-7,000 บาท ที่เหลือคือกำไร เพราะว่าส่วนอื่นๆ ไม่ว่าค่าดูแลหรือคนงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ เราก็ไม่ได้ใช้อะไรเลย เพียงแต่ปล่อยเลี้ยงแบบธรรมชาติ อาหารก็ไหลไปตามท่อ น้ำแห้งก็เปิดน้ำคลองลงไป ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าเราเลี้ยงปลาอัตราหนาแน่นน้อย และเวลาจับขายก็ใช้อวนลาก ประหยัดค่าน้ำมันในน้ำทิ้งไปเยอะเลย" คุณสมชัย กล่าว

พร้อมกับเล่าต่อไปว่า "เมื่อจับปลาขายไปแล้ว เราก็ซื้อลูกปลารุ่นใหม่ปล่อยเลี้ยงได้เลย แต่ต้องปลาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปลาดุกต้องเป็นปลาขนาด 5-6 นิ้วขึ้นไป เพราะว่าสามารถว่ายน้ำหนีศัตรูปลาในบ่อเลี้ยงได้แล้ว ทำให้มีอัตรารอดชีวิตแต่ละรุ่นสูงมากทีเดียว"

ส่วนปลานิลปลาตะเพียนนั้นจะใช้พันธุ์ปลาขนาดเท่าๆ ใบมะขาม ปล่อยเลี้ยงได้เลย เพราะว่าปลาใหญ่ที่เหลือจากการจับแต่ละครั้งนั้น จะไม่ทำร้ายหรือกินลูกปลาเป็นอาหาร

"การใช้เลี้ยงปลาแบบนี้ประหยัดเวลาและต้นทุนไปมากเลย ไม่ต้องเครียดกับปลาเป็นโรค เพราะว่าเราปล่อยเลี้ยงในอัตราหนาแน่นน้อย ทำให้โอกาสที่ปลามีโรคเข้ามาระบาดน้อยมาก และไม่ต้องเครียดเรื่องหาเงินไปซื้ออาหารให้กิน ตรงกันข้ามกับการเลี้ยงกุ้งโดยสิ้นเชิง เครียดทั้งหาเงินซื้ออาหารและโรคระบาด แม้กระทั่งถึงเวลาจับขายก็ยังเครียดเลย เพราะว่าช่วงระยะเวลาหลังนี้ราคารับซื้อกุ้งไม่ดีเลย"

คุณสมชัย เลิกอาชีพเลี้ยงกุ้งอย่างเด็ดขาด เมื่อปี 2547 จากนั้นก็เปลี่ยนมาเลี้ยงวัวกับปลา เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว และนำเงินที่เหลือส่วนหนึ่งมาจ่ายหนี้สินที่ตกค้างจากการเลี้ยงกุ้งด้วย

เขามีพื้นที่ทั้งหมด 25 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงกุ้งได้ 6 บ่อ โดยใช้เนื้อที่แต่ละบ่อ 3-4 ไร่ ที่เหลือจะเป็นบ้านพักอาชีพและขอบบ่อ

"ตอนนี้ผมนำบ่อเลี้ยงกุ้งมาใช้เลี้ยงปลา 2-3 บ่อ เท่านั้น ที่เหลือดูดน้ำให้แห้งสนิทและปล่อยให้หญ้าขึ้น จากนั้นก็ตัดหญ้า หรือบางครั้งก็ปล่อยวัวออกจากคอกให้มากินหญ้าเองด้วย อย่างไรก็ตาม ในอนาคตถ้าผมมีเงินเหลือเยอะๆ ก็จะขยายธุรกิจเลี้ยงวัวขุนเพิ่มขึ้น แน่นอนที่สุดบ่อเลี้ยงปลาก็ต้องขยายไปพร้อมๆ กันด้วย"



อาหารดี วัวโตเร็ว ปลาได้ประโยชน์

ตอนนี้มีวัวขุนอยู่ประมาณ 25 ตัว คุณสมชัยบอกว่า มันเพียงพอกับการเลี้ยงปลา 2 บ่อ เท่านั้น หากต้องการขยายบ่อเลี้ยงปลาอีก ก็จำเป็นต้องเลี้ยงวัวขุนเพิ่มขึ้น

"ขี้วัวขุน มันแตกต่างกับวัวพื้นเมือง ก็คือจะมีธาตุอาหารดีกว่า เพราะว่าอาหารที่เราซื้อให้กินมีส่วนผสมของพวกมัน กระถิน และกากมะพร้าว เป็นต้น อยู่ด้วย ผิดกับวัวพื้นเมืองมีพวกเศษหญ้าอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้านำขี้วัวพื้นเมืองไปให้ปลากินเป็นอาหาร จะไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร ผมเคยทดลองมาแล้ว ยกเว้นทำสีน้ำได้แล้ว จากนั้นก็ซื้อไก่ไข่หรือไก่เนื้อเข้ามาเสริม มาก็เจริญเติบโตดี เพราะว่ามีธาตุอาหารอยู่เหมือนๆ กับอาหารวัวขุน" คุณสมชัย กล่าว

อาหารวัวขุนนี้ เขาบอกว่าจะมีพวกพ่อค้าเข้ามาส่งถึงที่ ในราคากระสอบละ 328 บาท ซึ่งแต่ละกระสอบนั้นมีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม

เลี้ยงวัวขุน 25 ตัว วันหนึ่งๆ จะกินอาหารประมาณ 3 กระสอบ คิดเป็นเงินเกือบ 1,000 บาท ต่อวัน แต่ก็คุ้ม เพราะว่าวัวแต่ละตัวเจริญเติบโตดีมาก โดยเฉลี่ยได้เนื้อหรือน้ำหนักเพิ่มวันละ 1 กิโลกรัม เลยทีเดียว

"เฉลี่ยวัวจะกินอาหารวันละ 50 บาท เมื่อกินไปแล้วได้เนื้อ 1 กิโลกรัม หากนำเนื้อไปขายก็ได้ 110 บาท ได้กำไรประมาณ 60 บาท ต่อวัน ต่อตัว หากเราเลี้ยง 25 ตัว ก็ได้กำไรประมาณ 1,500 บาท ต่อวัน แต่โดยเฉลี่ยต่อเดือนแล้วมีเงินจากการเลี้ยงประมาณ 25,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้ค่อนข้างมากสำหรับ 1 ครอบครัวในชนบท นี่ยังไม่รวมรายได้จากการขายในแต่ละครั้งด้วย" คุณสมชัย กล่าว

รวมๆ ทั้งปีแล้วเกือบ 400,000 บาท ต่อปี ทีเดียว ซึ่งคุณสมชัยบอกย้ำว่า "เป็นรายได้ที่ดี สามารถเลี้ยงครอบครัวให้มีสภาพความเป็นอยู่ให้มีหน้ามีตาในสังคมชนบทได้อย่างสบาย แต่ปัญหาก็คือ เรามีหนี้สินที่ต้องจ่ายจากการเลี้ยงกุ้งอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม กว่ามาถึงวันนี้ได้ ก็ย่อมมีความล้มเหลวอยู่บ้าง แต่เราจะไม่ยอมแพ้ พูดกันตรงๆ ตอนนี้ผมมองเห็นอนาคตที่สดใสแล้ว เพราะว่าอาชีพเลี้ยงวัวกับปลาดังกล่าว ไม่เพียงทำรายได้ดีเท่านั้น แต่ส่งผลให้ผมมีสุขภาพดีขึ้นด้วย คือไม่เครียดเหมือนกับอาชีพอื่นๆ"

กิจวัตรประจำวันของคุณสมชัย กับคุณบัตรียะ สองสามี-ภรรยา ตื่นเช้าขึ้นมาก็เดินออกจากที่พักมุ่งไปคอกวัว เพื่ออาบน้ำและล้างสิ่งสกปรกออกจากคอก ลงสู่บ่อเลี้ยงปลา เสียงปลากระโดดฮุบเหยื่อ ทั้งบ่อเลี้ยงปลาดุกและปลากินพืช เป็นเสียงที่สร้างความสุขให้กับเจ้าของและสัตว์ที่เลี้ยงไว้

อาบน้ำหรือล้างสิ่งสกปรกออกจากคอกแล้ว คุณสมชัยกับคุณบัตรียะ ก็นำอาหารจากกระสอบใส่ในภาชนะให้วัวกิน

วัวตัวไหนเพื่อนบ้านอยากขายวัวที่เลี้ยงอยู่ทุ่งทั่วไปก็ติดต่อเข้ามา หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน คุณสมชัยก็ขับรถกระบะมุ่งสู่เป้าหมายที่นัดแนะเอาไว้ หากตกลงราคากันได้ เขาก็ซื้อมาขุนไว้ในคอก

"วัวที่เหมาะสมในการขุนนั้นต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี หรือมีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ราคาซื้อตอนนี้อยู่ที่ 4,000-4,500 บาท เรานำขุนสัก 3 เดือนเศษ ก็ได้น้ำหนักสูงถึง 300 กิโลกรัมแล้ว จากนั้นเราก็นำไปขายต่อที่โรงเชือด ก็กำไรต่อตัวค่อนข้างเยอะเหมือนกัน" คุณสมชัย กล่าว

เขาบอกทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดในอาชีพนี้ ไม่ใช่วัว แต่เป็นปลา ด้วยว่ามาจากความคิดของตัวเอง ที่ไม่ต้องใช้เงินทุนอะไรเลย ยกเว้นพันธุ์ปลา มันเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่ากับความคิด ซึ่งสามารถต่อยอดหรือขยายอาชีพออกไปได้อีกมาก