68 กองทุนสุขภาพตำบล ผ่านการพิจารณาแล้วเพื่อจัดตั้งกองทุนสุขภาพตำบล ปี 2552
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา คณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ เขตพิษณุโลก ได้จัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาคุณสมบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แจ้งความจำนงในการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ในปี 2552 ซึ่งคณะกรรมการประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) ท้องถิ่นจังหวัด ผู้แทนสาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนหน่วยบริการ จาก 5 จังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ คณะกรรมการกว่า 25 ท่าน โดยมีนายแพทย์อิ๊ดยังวัน ยงย่วน รองผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) เป็นประธานการพิจารณา
นพ.อิ๊ดยังวัน เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาความพร้อมและคุณสมบัติแล้วที่ประชุมเห็นควรให้จัดตั้งกองทุนฯ ทั้งสิ้น 68 กองทุน แยกเป็น ระดับเทศบาลเมือง/ตำบล 15 กองทุน และระดับองค์การบริหารส่วนตำบล 53 กองทุน ซึ่งหากรวมกับระยะที่ 1 -2 ที่ผ่านมาแล้ว 169 กองทุน รวมทั้งสิ้น 237 กองทุน กระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นนวตกรรมด้านสุขภาพที่ภายใต้การมีส่วนร่วมของ 3 องค์กรคือ สปสช. กรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ในการร่วมจัดตั้งกองทุน โดยดัชนีชี้วัดความสำเร็จของกองทุนสุขภาพตำบลนี้ จะเป็นตัวตอบความสำเร็จได้คือ การร่วมสมทบเงินกองทุนโดยภาคประชาชน และชุมชนเอง ที่แสดงถึงความรู้สึกเป็นเจ้าของกองทุนสุขภาพ ประธานกล่าว...
อีกด้านคุณกาญจนา แสงรัตน์ ผู้จัดการโครงการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ของสปสช.สาขาเขตพื้นที่(พิษณุโลก) ได้ชี้แจงหลักการทำงานของกองทุนฯ ว่า การทำงานของกองทุน ประกอบด้วยคำสำคัญ คือ 5 ก. ก.ที่หนึ่ง คือ ก.กำลังคน ที่มีบุคลากรจากหน่วยเข้าร่วมดำเนินการไม่ว่าจะเป็นของท้องถิ่น ที่มีนายก เป็นประธานกองทุน ปลัดอบต.เป็นเลขานุการ ผู้แทนสาธารณสุข และผู้แทนหมู่บ้าน/ชุมชน ร่วมกันดำเนินการ ก.ที่สอง คือ ก.กำลังทรัพย์ ถือว่ามาจาก 4 แหล่งงบประมาณ คือ เงินสมทบจาก สปสช. 37.50 บาทต่อประชาชน เงินสมทบจากขนาดของท้องถิ่น เงินจากชุมชน/ประชาชน และเงินจากภาคเอกชน ที่จะร่วมสมทบหรือบริจาคเข้ากองทุนตามกำลังศรัทธา ก.ที่สาม คือ ก.กิจกรรม ที่เน้นการดำเนินงานที่จำเป็นด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของชุมชน ที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาล ดำเนินการเชิงรุกในชุมชนไม่ใช่ในหน่วยบริการ แต่ทั้งนี้ ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ก.ที่สี่ และ ก.ที่ห้า ประกอบด้วย ก.ที่สี่ คือ ก.การบริหารจัดการ ของคณะกรรมการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อชุมชน อาจจะเรียกได้ว่า กรรมการเป็น บอร์ด ของกองทุน ที่ต้องบริหารงานโปร่งใส ต้องบริหารงานตามหลักธรรมมาภิบาล โดยสปสช.เองจะส่งเสริมและสนับสนุนการใช้แผนที่ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนกองทุนสุขภาพตำบลทุกกองทุน และเป้าหมายสุดท้ายคือ ก.ที่ห้า คือ ก. การมีส่วนร่วม ที่ทุกคน ทุกกลุ่มในชุมชนนั้นๆ ร่วมกันแก้ปัญหาสุขภาพ และป้องกันโรค ของชุมชนเอง เพื่อชุมชนเองที่สามารถตอบสนองปัญหาสุขภาพที่แท้จริงของท้องถิ่นนั้นๆ คุณกาญจนาเผย... |