Untitled Document

  ร่วมด้วยช่วยกัน 1677 เชียงราย l พิษณุโลก  l จันทบุรี  l ชัยนาท  l สระบุรี  นครราชสีมา  l ขอนแก่น  l  อุบลราชธานี  l ชุมพร  นครศรีธรรมราช

การปลูกกล้วยหิน  

    
  รายละเอียดข่าว :
 

วันที่ 21 เมษายน 2551 

ถ้าเราคิดว่าเรายังโง่ เรายังมีโอกาสเป็นคนฉลาด
แต่ถ้าเราคิดว่าเราฉลาด เราจะถูกจัดว่าเป็นคนโง่อย่างแท้จริง”



กล้วยหิน เดิมเป็นพืชเก่าแก่คู่ 2 ฝั่งแม่น้ำปัตตานี โดยเฉพาะในเขตตำบลบาเจาะ
อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มีกล้วยหินขึ้นหนาแน่นเป็นดงกล้วยหินเลยที่เดียว คนนอกพื้นที่จากถื่น
อื่นเมื่อได้พบเห็นมักจะเข้าใจว่าเป็นกล้วยป่า ที่งอกเจริญเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ เข้าใจว่าเป็น
กล้วยที่ไม่มีคุณค่าประโยชน์อันใด แท้ที่จริงแล้วกล้วยหินเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นของอำเภอบันนังสตา
เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกกล้วยหินมาก ผลผลิตมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด จนทำให้
ราคาผลผลิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากหวีละ 2 – 3 บาท เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันราคาสูงขึ้นเป็นหวีละ10
– 25 บาท ทั้งนี้เพราะกล้วยหินใช้เป็นทั้งอาหารคนและอาหารนก โดยเฉพาะนกปรอด หรือ นกกรงหัว
ซึ่งชาวไทยมุสลิมในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส นิยมเลี้ยงกันมาก เฉพาะจังหวัดยะลาเกษตรกร
ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด เลี้ยงนกกรงหัวจุก ครัวเรือนละ 2 – 4 ตัว โดยให้
กับกล้วยหินเป็นอาหารตัวละครึ่งผลต่อวัน หรือใช้กล้วยหินวันละ1 – 2 ผลต่อครัวเรือน ฉะนั้นยะลาจังหวัด
เดียวซึ่งมีครัวเรือนเกษตรกร 48,071 ครัวเรือนใช้กล้วยหินเลี้ยง นกกรงหัวจุกวันละประมาณ 36,000
ผล หรือ 2,400 หวีต่อวัน ในส่วนการนำกล้วยหินมาทำเป็นอาหารคนนั้นทำได้หลากหลาย เช่นนำส่วนที่
เป็นแกนของลำต้น หลายคนเรียกว่า“หยวกกล้วย”นำมาประกอบอาหารประเภทแกงอาจจะเป็นแกงไก่
แกงเนื้อ แกงหมู ผสมหยวกกล้วย หรือใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก แต่ควรนำมาลวกเสียก่อนถึงจะอร่อยมาก
ขึ้น เช่นกับหัวปลี นอกจากใช้จิ้มน้ำพริกแทนผักได้แล้วยังนำมาทำเป็นยำหัวปลีอร่อยดีนักส่วนผลของ
กล้วยหินใช้รับประทานสดก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยมกัน คนมักจะนำมาต้มหรือปิ้งก่อนจะได้รดชาดหวานหอม
กล้วยหินทอด หรือกล้วยแขกเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนจะขายดีมากเป็นความรู้สึกว่า
อร่อยกว่าช่วงไหนๆทานแล้วลดความหนาวเย็นลงได้ นอกจากนี้ผลของกล้วยหินยังนำมาฉาบนำมาเชื่อม
นำมาเชื่อมโดยเฉพาะกล้วยหินฉาบ เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่รู้จักกันโดยทั่วไป รสชาดอร่อยกว่ากล้วย
ฉาบอื่น ๆ

ข้อมูลเรื่องกล้วย จากเว็บไซด์ http : //members.tripod.com และhttp://news.mweb.co.th
ได้กล่าวถึงสรรพคุณของกล้วยจากส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. ราก นำมาต้มดื่มแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ผื่นคัน สมานภายใน
2. หยวกกล้วยเป็นอาหารที่ใช้ล้างทางเดินอาหาร หากนำมาเผาไฟรับประทานขับพยาธิ ส่วนน้ำคั้น
จากต้น ใช้ทาป้องกันผมร่วง และทำให้ผมขึ้น
3. ใบตองปิ้งไฟปิดแผลจากไฟไหม้ ต้มอาบแก้เม็ดผื่นคัน น้ำจากก้านใบใช้เป็นยาผาดสมาน รักษา
โรคท้องเสีย แก้บิด
4. ผลดิบ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แป้งกล้วยดิบใช้โรยแผลเรื้อรัง แผลเน่าเปื้อย แผลติดเชื้อต่างๆ แก้
อาการอาหารไม่ย่อย ท้องขึ้นมีกรดมาก ส่วนผลสุกใช้เป็นยาระบาย
5. หัวปลี จิ้มน้ำพริกช่วยแก้โรคกระเพาะอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน

ความสำคัญและประโยชน์ของกล้วยหินคิดว่ายังมีอีกมากกว่านี้ คนที่คิดว่าตัวเองยังโง่ จะมีโอกาส
ที่จะค้นพบมัน แต่สำหรับคนที่คิดว่าฉลาดแล้วน่าจะเจอยาก






ข้อมูลการใช้กล้วยหินเลี้ยงนกกรงหัวจุก (บูรงจาเนะ)
- เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงนกกรงหัวจุก ประมาณร้อยละ 50 ของครัวเรือนทั้งหมด ครัวเรือน
ละ 2 – 4 ตัว โดยใช้กล้วยหินเป็นอาหาร ตัวละครึ่งผลต่อวัน หรือครัวเรือนละ 1 – 2 ผลต่อวัน
- ครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดยะลา ปี 2547 มี 48,071 ครัวเรือนใช้ กล้วยหินเลี้ยงนกประมาณ
876,000


ประวัติกล้วยหิน

กล้วยหิน (Kluai Hin)
ชื่อสามัญ : Saba
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa sp
แหล่งกำเนิด : 2 ฝั่งแม่น้ำปัตตานี เขตพื้นที่หมู่บ้านเรือขุด
ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา


ทำไมถึงชื่อ “กล้วยหิน” ?
ชื่อนั้นสำคัญไฉน? โดยทั่วไปแล้วการที่คนตั้งชื่ออะไรสักอย่างมักจะมีที่มาหรือมีความหมาย
ที่ซ้อนเร้นอยู่ หลายคนวิเคราะห์ว่า เหตุที่ชื่อว่า“กล้วยหิน”เพราะกล้วยหินมีเนื้อแน่น เหนียวกว่ากล้วย
อื่นๆ แต่ผู้เฒ่าหลายคนบอกว่า กล้วยหินที่พบครั้งแรก มักจะขึ้นบริเวณกรวดหิน 2 ฝั่งลำแม่น้ำปัตตานี
ซึ่งกล้วยอื่นไม่ชอบขึ้น จึงเรียกกล้วยชนิดนี้ว่า กล้วยหิน สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ นายประพาส เสริมคง
อายุ 70 ปี อยู่บ้านบันนังบูโบ เลขที่ 8 หมู่ 3 ตำบลถ้ำทะลุ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นเกษตรกร
ทำสวนผลไม้ในเนื้อที่ปลูก 20 กว่าไร่ โดยปลูกโดยปลูกทุเรียน ลองกอง มังคุด และแซมด้วยกล้วยหิน
ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยเห็นกล้วยหินที่มีใบใหญ่
หนา และเขียว มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ 2488 เจริญงอกงามดีในบริเวณ
หมู่บ้านเรือขุด อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ทางไปเขื่อนบางลาง ในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมบริเวณนี้
เคยเป็นเหมืองร้าง (เหมืองแร่ดีบุก) มีลำธารสายใหญ่ หรือแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน พื้นดินมี จึงมี
สภาพจึงมีสภาพเป็นกรวดหิน และดินลูกรัง มีกล้วยชนิดนี้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านเห็นว่ากล้วยชนิดนี้
สามารถขึ้นได้ดีในสภาพกรวดหินจึงเรียนว่า “กล้วยหิน” และเรียกชื่อนี้กันมาจนถึงปัจจุบัน





รูปลักษณ์ของกล้วยหิน : -


กล้วยหิน มีลักษณะคล้ายกล้วยน้ำว้า ต้นใหญ่ โคนต้นวัดโดยรอบประมาณ 70 เซนติเมตร
สูง 3.5 – 5 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวนวล ก้านใบค่อนข้างสั้นร่อง ใบเปิด ใบกว้าง 40 – 50
เซนติเมตร ยาว 1.5 เมตร ปลีรูปร่างค่อนข้างป้อมสั้น รูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ด้านนอกของปลีเป็น
สีแดงอมม่วง ด้านในสีแดง เมื่อกาบเปิด จะไม่ม้วนงอ กล้วยหินแต่ละต้นมีผล 1 เครือ โดยจะออก
เครือเมื่อหน่ออายุประมาณ 8 เดือน และเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 12 เดือน หรือหลังจากออกเครือ
ประมาณ 4 เดือน เครือหนึ่ง มี 7–10 หวี หวีหนึ่งมี 15 – 20 ผล ผลเป็นรูปห้าเหลี่ยมเปลือกหนา
ค่อนข้างสมบูรณ์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 5 เซนติเมตร ยาว 8 – 12 เซนติเมตร ผลดิบเปลือก
สีเขียว เนื้อแข็ง เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง เนื้อสีขาวอมเหลืองถึงเหลือง แน่นแข็ง ไม่ยุ่ย ปลายจุก
ป้าน เมื่อผลแก่จัดตัดมาเก็บไว้ได้นาน7 – 8 วัน การเรียง ตัวของผลเป็นระเบียบ มีช่องว่างเล็กน้อย
อยู่ระหว่างหวีแต่ละหวี

ข้อดี / ลักษณะเด่นของกล้วยหิน

1. เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินที่เป็นลูกรัง หรือดินกรวดหิน
2. แตกกอเร็ว ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน เพราะกอหนึ่งมีหลายต้น
3. ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ไม่ค่อยมีโรค แมลงระบาด จึงไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันศัตรูพืชแต่อย่างใด
4. ผลของกล้วยหินมีเปลือกหนา จึงมีความบอบช้ำต่อการขนส่งน้อยกว่า
5. ผลแก่เก็บได้นาน 7 – 8 วัน ก็ยังไม่เน่าเสีย
6. ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ตั้งแต่รากจนถึงปลีและผลโดยเฉพาะผลมีรสชาดอร่อย แปรรูปได้
หลายอย่าง
7. ปลูกแซมในสวนผลไม้ เป็นร่มเงาได้ดีมาก ทำให้สวนผลไม้มีความชื้น ต้นไม้ผลที่เริ่มปลูกใหม่
เจริญเติบโตได้ดีมากขึ้น
8. ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี

ประเภทของกล้วย : -

- กล้วยทั่วโลกมีอยู่ประมาร 200 – 300 ชนิด
- กล้วยในประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวบรวมไว้ เมื่อ พ.ศ. 2524 แบ่งเป็น 5 กลุ่ม
ดังนี้.-
(1) กล้วยป่าออร์นาตา ปลูกกันแถบภาคเหนือ นิยมเรียกว่า กล้วยบัว
(2) กล้วยป่าอะคิวมินาตา ปลูกกันแพร่หลาย เช่น กล้วยทอง กล้วยแข ฯลฯ
(3) กล้วยในสายพันธุ์อะคิวมินาตา คัลทิฟาร์ กล้วยในกลุ่มนี้ มีหลายชนิด เช่น กล้วยเล็บมือนาง
กล้วยไข่ กล้วยหอม ฯลฯ
(4) กล้วยป่าบาลมิเชียน่า นิยมเรียกว่า กล้วยตานี
(5) กล้วยลูกผสมอะคิวมินาตากับบาลมิเซียน่า กล้วยในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วย
หักมุก กล้วยนมหมี กล้วยร้อยหวี ฯลฯ
- กล้วยหิน น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มกล้วยลูกผสมในกลุ่มที่ 5

เว็บไซด์ .- http : // members.tripod.com/piak 168



สภาพการณ์ทั่วไป

ทัศนะของเกษตรกรต่อการปลูกกล้วยหิน

มีพื้นที่เหมาะสม ได้ผลผลิตมากกว่า
หาหน่อพันธุ์ได้ง่าย ผลผลิตขายได้ดีกว่า
มีโรคแมลงและศัตรูพืชอื่น ทำรายได้มากกว่า
ระบาดน้อยกว่า แปรรูปได้มากกว่า
การใส่ปุ๋ยน้อยกว่า ใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง
การปฏิบัติดูแลรักษาอื่น ๆ น้อยกว่า


สถานการณ์การผลิต
การปลูกกล้วยหินในจังหวัดยะลา เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกร่วม หรือเป็นพืชแซมในสวน
ผลไม้เพื่อเป็นร่มเงาและรักษาความชุ่มชื้นทำให้ไม้ผลที่ปลูกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด
ลองกองฯลฯ มีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงกว่า จึงมีระยะปลูกและจำนวนต้นต่อไร่ ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับ
ระยะปลูกของไม้ผลที่เป็นพืชหลัก ระยะลูกมีตั้งแต่ 4 x 4 เมตร ไปจนถึง 8 x 8 เมตร มีจำนวนต้น
ต่อไร่ ตั้งแต่ 25 ต้น ไปจนถึง 70 ต้น โดยใช้หน่ออายุ 3 – 4 เดือนปลูก เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูก
หลังจากปลูกไม้ผลแล้ว1ปี แต่ก็มีบ้างที่ปลูกกล้วยหินพร้อมกับปลูกไม้ผล โดยขุดหลุมขนาด 50 x 50
เซนติเมตร ปลูกในมิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นต้น ฤดูฝนและใช้พันธุ์กล้วยหินจากท้องถิ่นตนเอง
โดยเลือกหน่อจากต้นที่ออกหวีมากและหวีใหญ่ปลูก หลังจากนั้นก็คอยตัดแต่งใบที่แห้งหักออก และ
ตัดแต่งหน่อให้เหลือไว้กอละ 4 – 5 ต้น ตัดแต่งปีละ 2 ครั้ง ในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งกล้วยหินไม่มี
โรคแมลงรบกวน จึงไม่มีการป้องกันกำจัดศัตรูพืช หลายรายที่ปลูกแล้ว ไม่ทำอะไรเลยไม่ตัดแต่งใบ
ไม่ตัดแต่งหน่อ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ทุกอย่าง รอแต่เก็บเกี่ยวผลผลิต เรียกว่าปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวตลอดไป
โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากกล้วยหินออกปลีประมาณ 4 เดือน โดยสังเกตใบล่างสุดเริ่มเปลี่ยนเป็น
สีเหลืองเหลี่ยมของผลกล้วยมนลักษณะเหลี่ยมไม่่ชัดเจน เครือหนึ่งมี 7 – 10 หวี เนื้อที่ปลูกกล้วยหิน
ทั้งจังหวัด ปี 2547 มีประมาณ 1,763 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 905 หวีต่อไร่ หรือ1,357 กิโลกรัมต่อ
ไร่ผลผลิตรวม 1,594,339 หวี หรือ 2,391.51ตัน คิดเป็นมูลค่า14.84 ล้านบาท







สถานการณ์ตลาดและราคา

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตกล้วยหินออกสู่ตลาดมากเนื่องจากความต้องการ (Demand)
อยู่ในวงจำกัด ราคากล้วยหินตกหวีละ 3 – 5 บาท ต่อมาผู้บริโภครู้จักกล้วยหินมากขึ้น กอร์ปกับ
คนในท้องถิ่นนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุกกันมากขึ้น ต้องใช้กล้วยหินเป็นอาหารทั้งนกและคน ปัจจุบัน
กล้วยหินไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ราคาจึงสูงขึ้นเป็นหวีละ10 – 25 บาท สูงขึ้น 3 – 5
เท่า การซื้อขายเปลี่ยนจากการนำมาวางขายในตลาดสด กลับซื้อขายกันในหมู่บ้านและในสวน
เลยที่เดียว โดยมีการซื้อ – ขาย กันทั้งผลสุกและผลดิบ สำหรับผลสุกนำไปต้มสุก บวชชีหรือเชื่อม
รับประทาน ส่วนผลดิบนำไปแปรรูปเป็นกล้วยฉาบ

แนวโน้มของการผลิตและการตลาด

เนื่องจากปัจจุบัน ความต้องการ (Demand) กล้วยหินเพิ่มขึ้นมากเป็นทวี ขณะที่ผลผลิตที่
วางขายในท้องตลาด (Supply) มีไม่เพียงพอกับความต้องการส่งผลให้ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงคาดว่า
เกษตรกรจะให้ความสนใจ และปลูกกล้วยหินกันมากขึ้น โดยจะปลูกเป็นพืชเดี่ยวหรือปลูกร่วมกับ
พืชอื่น ๆ เนื้อที่ี่ปลูกก็จะขยายเพิ่มขึ้นรวมทั้งมีวิธีการปฏิบัติดูแลรักษา เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง
ขึ้น การปลูกจะเน้นเพื่อเป็นรายได้ ้มากกว่าปลูกเพื่อเป็นร่มเงา หรือรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ไม้ผล
การแปรรูปผลผลิตจากกล้วยหินก็จะมีความหลากหลายมีการพัฒนาทั้งคุณภาพและรูปแบบ





ปลูกกล้วยอย่างไร ?
ให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ


การวิเคราะห์ เพื่อหาผลตอบแทนที่คุ้มกับการลงทุนในการใช้ปัจจัยต่าง ๆ
เพื่อการเพิ่มผลผลิต โดยใช้ค่า VCR เป็นค่าบ่งชี้

**********************

หาได้จาก :- VCR = มูลค่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมูลค่าปัจจัยที่ใช้เพิ่มขึ้น
ถ้าค่า VCR มีตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ถือได้ว่าเป็นจุดได้กำไรและคุ้มค่าแก่การลงทุน


การปลูกกล้วยหินของเกษตรกรในจังหวัดยะลามีความหลากหลายในวิธีการปฏิบัติ คนเก่าแก่
เขาทำมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่มีเทคโนโลยี หรือคำแนะนำที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับศักยภาพของ
พื้นที่ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ มีความแตกต่างกันมากระหว่างเกษตรกรแต่ละรายและระหว่างพื้นที่
ในตำบล/อำเภอ คำแนะนำต่อไปนี้เป็นการประมวลข้อมูลจากการศึกษาวิจัย และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับการปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยหิน และปัจจัยอื่น ที่มีผลกระทบต่อ
การเจริญเติบโตของกล้วยหิน อันจะส่งผลให้การผลิตกล้วยหินดีทั้งปริมาณ และคุณภาพปัจจัยดังกล่าว
ประกอบด้วย.-

1. สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

กล้วยหินเจริญเติบโตได้ดีและตกเครือตลอดทั้งปี ในสภาพอากาศแบบร้อนชื้น อุณหภูมิ 23–32
องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 30 – 85 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ำฝนประมาณ 2,280 มิลลิเมตรต่อปี
การกระจายตัวของฝนค่อนข้างดีมีจำนวนวันฝนตกประมาณ 135 วันต่อปี ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน –
ปลายธันวาคม สภาพพื้นที่ที่มีลมพัดแรง จะทำให้ใบกล้วยฉีกขาดเป็นริ้วมีผลกระทบต่อการสังเคราะห์
แสง รวมไปถึงคุณภาพของผลผลิต กระแสลมแรงอาจทำ ให้ต้นกล้วยหินหักโค่นล้มลงได้โดยเฉพาะ
ในช่วงที่กล้วยหินตกเครือ ส่วนลักษณะของดินที่กล้วยหินเจริญเติบโตได้ดีมีอยู่ 2 ชุด คือ
(1) กลุ่มชุดดินที่ 26 : มีเนื้อดินบนเป็นดินร่วน ดินร่วนปนดินเหนียว หรือดินร่วนปนดินทราย
ส่วนดินล่างเป็นพวกดินเหนียว สีของเนื้อดินเป็นสีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีแดง ที่เกิดจากการสลายตัว
ของหินต้นกำเนิดชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร สภาพพื้นที่เป็นลักษณะลูกคลื่นจน
ถึงพื้นที่เนินเขา เป็นดินลึก มีความลาดชัน 5–20 %การระบายน้ำดีมีความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติ
ตามธรรมชาติปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ปฏิกิริยาดินเป็นกรดมีค่าความเป็นด่าง (pH) ประมาณ 4.5–5.5
(2) กลุ่มชุดดินที่ 53 : มีเนื้อดินบนเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนดินเหนียว ส่วนดินล่าง ในระดับ
ความลึกระหว่าง 50 – 100 ซม. เป็นดินลูกรัง หรือดินปนเศษหินผุ ซึ่งเป็นพวกหินดินดาน สภาพพื้นที่
เป็นลูกคลื่น หรือเนินเขา มีความลาดชัน 5 – 20 % ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำ
ปฏิกิริยาดินเป็นกรดมีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง (pH) ประมาณ 5.0 – 5.5

2. ฤดูปลูก

พื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอจะปลูกกล้วยหินเมื่อไหร่ก็ได้แต่โดยทั่วไปเกษตรกรปลูกกล้วยหินโดยอาศัย
น้ำฝน ฉะนั้นส่วนใหญ่จึงปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กันยายน และพบว่าเมื่อเกษตรกร
ปลูกในเดือนสิงหาคม – กันยายน มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูงมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ การปลูกในช่วงต้น
ฤดูฝนกล้วยหินจะตั้งตัวได้เร็วและแตกยอดอ่อนได้ภายในไม่เกิน 1 เดือน

3. การคัดเลือกพันธุ์

การคัดเลือกพันธุ์กล้วยหินพันธุ์ดีปลูกจะทำให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพมีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการ
ลงทุน พันธ์กล้วยหินที่เกษตรกรใช้ปลูก มี 2 ชนิด คือ
(1) ชนิดผลสีเขียวเข้ม มีเนื้อสีเหลือง เมื่อนำไปต้ม ปิ้ง เชื่อม หรือแปรรูป เป็นกล้วยหิน จะมีสี
สวยชวนให้น่ารับประทาน อีกทั้งยังมีรสชาดหวานหอมเฉพาะตัว
(2) ชนิดผลสีเขียวอ่อน มีเนื้อออกสีขาวนวล นำไปทำเป็นอาหารได้เช่นเดียวกับชนิดแรก มีรสชาด
หวานหอม เช่นเดียวกัน
สำหรับส่วนต่างๆ ของกล้วยหินที่ใช้ขยายพันธุ์มีตั้งแต่หน่อใบกว้าง หน่อใบแคบ หน่ออ่อน เหง้า
และตาเหง้า แต่เกษตรกรนิยมปลูกด้วยหน่อที่มีอายุประมาณ 3 - 4 เดือน ซึ่งเป็นหน่อใบแคบ หรือ
“หน่อดาบ” โดยคัดเลือกจากต้นกล้วยหินที่ให้ผลผลิตดี ผลใหญ่หวีดก

4. การปลูก

โดยการขุดหลุมปลูกขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ทั้งกว้าง ยาว และลึก ตากดินทิ้งไว้ 10 – 15
วัน จากนั้นจะใช้ปุ๋ยร๊อกฟอสเฟต หรือปุ๋ยหินแดง ครึ่งกิโลกรัมหรือใช้ปุ๋ยคอกเก่า จะเป็นมูลวัว มูลไก่หรือ
หรือปุ๋ยหมักอื่นๆ สัก 1 บุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินที่ขุดไว้ปากหลุมกลบกลับคืนไปในหลุมพร้อมกับเอาหน่อ
กล้วยหินที่เตรียมไว้ลงปลูก โดยวางหน่อพันธุ์ลงหลุมให้ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วกลบดินที่เหลือ
อยู่ลงไปในหลุมให้เต็มปากหลุม กดให้แน่นพอสมควรและพูนดินบริเวณโคนต้นให้สูงขึ้นมากเล็กน้อย
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง ส่วนระยะปลูกตั้งแต่ 5 – 8 เมตร คือถ้าปลูกเป็นพืชเดียว ควรใช้ระยะระหว่าง
แถวและระหว่างต้น 5 – 6 เมตร แต่ถ้าปลูกแซมหรือร่วมกับไม้ผลก็ควรปลูกระหว่างแถว และระหว่างต้น
7 – 8 เมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น ก็จะใช้หน่อกล้วยหิน 25 – 64 หน่อต่อไร่โดยปลูกช่วงต้นฤดูฝน กล้วยหิน
ก็จะเจริญเติบโตได้เร็วโดยไม่ต้องรดน้ำ ในกรณีที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยหินเป็นที่ราบในฤดูฝนถ้าหากไม่จัด
การให้น้ำระบายได้ดี พื้นที่อาจจะมีน้ำท่วมขัง ทำให้กล้วยหินรากเน่าตายได้ จึงควรปลูกแบบยกร่อง
ก็จะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้



5. การใส่ปุ๋ย
โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรปลูกกล้วยหินโดยไม่ใส่ปุ๋ยอาศัยธาตุอาหารจาก
ดินในการออกดอกออกผล อีกส่วนหนึ่งก็คงจะได้ธาตุอาหารจากการใส่ปุ๋ยให้กับ
ไม้ผลที่เป็นพืชหลักทำให้มีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 950 หวีต่อไร่ต่อปี แต่ในราย
ที่่ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15 – 15 – 15 ให้กับกล้วยหินโดยตรง อัตรา 1 กิโลกรัมต่อกอ
หรือใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก 3 บุ้งกี๋ต่อกอ จะได้ผลผลิต ประมาณ 1,200 หวีต่อไร่ต่อ
ปี โดยใส่ก่อนหรือหลังฤดูฝน โดยวิธีขุดหลุมหรือหว่านบริเวณในทรงพุ่ม สำหรับ
กล้วยหินที่ปลูกใหม่ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 เมื่อกล้วยอายุได้ประมาณ
5 – 6 เดือน




6. การตัดแต่งหน่อ
เนื่องจากกล้วยหินแตกหน่อจำนวนมากโดยจะเริ่มแทงหน่อใหม่เมื่อ
ปลูกกล้วยหินได้ประมาณ 5 – 6 เดือน แต่ละกอไม่ควรไว้หน่อเกิน 4 ต้น
เพราะถ้ามีหน่อมากจะทำให้้กล้วยหินเครือเล็กลง จึงควรตัดแต่งหน่อปีละ
1 – 2 ครั้ง พร้อมกับตัดแต่งใบที่แห้งหักลงมาออกเสียด้วย โดยตัดแต่ง
พร้อมกับการใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนหรือหลังฤดูฝน




7. การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูกล้วยหิน

กล้วยโดยทั่วไปมักจะมีโรคและแมลงระบาดทำลายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวด
ล้อมหลายอย่าง เช่น
โรคตาพราย เกิดจากเชื้อรา ทำให้ใบเหลืองอย่างรวดเร็ว จนเหลืองทั่วใบ ส่วนใบอ่อนจะ
เหลืองไหม ตายนึ่งบิดเป็นคลื่นใบจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ระยะแรก
ต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ติดเครือแล้วจะเหี่ยว ผลลีบเหล็กไม่สม่ำเสมอหรือแก่ก่อนกำหนดเนื้อ
ฟ่ามซืด จึงควรตัดทำลายต้นที่เป็นโรคและเผาทิ้ง
โรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ใบอ่อนเหี่ยว และหักตรงก้านใบ อาการเหี่ยวจะระบาด
อย่างรวดเร็ว หน่อกล้วยที่กำลังแตกยอดบิด แคระแกรนและตายในที่สุด อาการคล้ายโรคตาพราย
แต่เมื่อตัดดูภายในลำต้นจะเป็นสีน้ำตาลแดง จึงควรใช้หน่อกล้วยที่ไม่เป็นโรคทำพันธุ์
โรคยอดม้วน เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยเป็นพาหะนำเชื้อในระยะแรกๆ จะปรากฎรอย
ขีดสีเขียวและจุดเล็กๆ ตามเส้นใบและก้านใบ ใบจะมีขนาดเล็กสีเหลืองและม้วนที่ปลายใบ อาจทำให้
ส่วนของปลี เครือเล็กใช้ประโยชน์ไม่ได้ ควรทำลายต้นที่เป็นโรค
โรคใบจุด ลักษณะใบจุดและแผลลามติดต่อกันทำให้เกิดอาการใบไหม้ ส่งผลให้มีหวีน้อยผล
เล็กลง จึงควรตัดใบที่เป็นโรคไปเผาไฟ
หนอนกินใบ มักจะระบาดในช่วงหลังฤดูฝน ลักษณะเป็นตัวหนอนสีเขียว กัดกินใบ จึงควร
หมั่นตรวจดูต้นกล้วยเป็นประจำหากพบตัวหนอนให้เก็บไปทำลาย
สำหรับการปลูกกล้วยหิน ไม่พบว่ามีการระบาดทำลายของโรค และแมลงดังกล่าวข้างต้นแต่
อย่างใด การปลูกกล้วยหินจึงลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 15 - 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ในการซื้อสารเคมี มาฉีดพ่นป้องกันรักษาโรคและแมลงศัตรูพืช







8. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากปลูกกล้วยหินประมาณ 8 เดือน ก็เริ่มออกปลี ดอกติดผลทีละหวีทยอยติดทุกวัน
กาบปลีที่เปิดออกไม่ม้วนงอ ทำให้เห็นกล้วยหวีเล็ก ๆ ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและทยอยสุกจาก
โคนเครือสู่ปลายเครือ ใช้ระยะเวลาประมาณ4 เดือน ฉะนั้นการเก็บเกี่ยวกล้วยหิน ควรเก็บเกี่ยวหลัง
จากกล้วยหินออกปลี – 4 เดือน เก็บเกี่ยวเครือที่แก่จัดสังเกตจากสีของผลเป็นสีเขียวเข้ม อาจจะมี
จุดสีดำปนเหลือง จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี การปลูกกล้วยหินให้ได้ผลผลิตสูง กล้วยหินมีคุณภาพดี
ผลโต เนื้อแน่นไม่ยุ่ย ไม่ติดเปลือก รสชาดอร่อยไม่มีสารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อการบริโภคจำเป็น
ต้องพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูก สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมการคัดเลือกหน่อพันธุ์การ
การปลูก และการปฏิบัติดูแลรักษารวมไปถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในช่วงระยะที่เหมาะสมก็จะได้ผล
ผลิตดีทั้งปริมาณ และคุณภาพตามที่ต้องการ




ต้นทุนการผลิตกล้วยหิน / ไร่ :-

1. ค่าขุดหลุมปลูก (64 หลุม ๆ ละ 5 บาท) เงิน 320 บาท
2. ค่าหน่อพันธุ์ (64 หน่อ ๆ ละ 10 บาท) เงิน 640 บาท
3. ค่าปุ๋ยคอก (64 หลุม ๆ ละ 5 บาท) เงิน 320 บาท
4. ค่าปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 (64 หลุม ๆ ละ 10 บาท) เงิน 640 บาท
5. ผลตอบแทน (1,200 หวี ๆ ละ 10 บาท) เงิน 12,000 บาท
6. ต้นทุนการผลิต เงิน 1,920 บาท
7. ผลตอบแทนสุทธิ เงิน 10,080 บาท





นานาทัศนะัเกี่ยวกับกล้วยหิน

ผลการวิเคราะห์ น้ำหมัก / น้ำสกัด

N P K อื่น ๆ
พืช 0.2 – 0.5 < 1.0 0.1 - .35 ฮอร์โมนIAA
จุลินทรีย์ 5 – 15 ชนิด
สัตว์ 1.0 – 2.0 > 1.0 0.1 – 3.5 โปรตีน วิตามิน สารละเหย

กรมวิชาการเกษตร


กล้วยหิน เป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองของจังหวัดยะลา ที่พัฒนาจากพันธุ์พืชป่า หากจะพูดว่ากล้วย
หินเป็นพันธุ์พืชใหม่ก็ไม่น่าจะถูกเสียที่เดียว เพราะกล้วยหินมีอยู่ในเขตท้องที่อำเภอ บันนังสตา
จังหวัดยะลา มานานแล้ว นานพอ ๆ กับการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กล้วยหินเป็นที่รู้จักกันในวง
จำกัด ระยะหลังได้มีการประชาสัมพันธ์โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา กรมส่งเสริมการเกษตร
ที่ส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนำกล้วยหินมาแปรรูปเป็นกล้วยหินฉาบในรูปแบบต่างๆ จำหน่าย
ให้้คนทั่วไปและนำไปจัดนิทรรศการ ในงานต่างๆ ทั้งต่างจังหวัด และในกรุงเทพ ฯ ทำให้เป็นที่รู้จัก
กันมากขึ้น ความต้องการผลผลิตก็มีมากขึ้น การผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ภาครัฐและ
เอกชนมีความสนใจที่จะหาหนทางปรับปรุง พัฒนาการผลิต การแปรรูปและการตลาด ให้มีประสิทธิ
ภาพมากขึ้น หลายท่านมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากล้วยหินจึง
ขอนำเสนอนานาทัศนะ ดังนี้
1.นางแวมีเนาะ ตาเละ อายุ 44 ปี หมู่ที่ 11ตำบลตลิ่งชั่น อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
มีพื้นที่ปลูกกล้วยหิน จำนวน 3 ไร่ มีความคิดเห็นที่น่าสนใจ โดยกล่าวว่า…ปลูกกล้วยหินมาปีกว่าแล้ว
ในปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตประมาณ10,000 หวี โดยมีเคล็ดไม่ลับ ในการปฏิบัติให้ได้ผลผลิตมาก คือ
ประการแรก ไว้หน่อให้ได้ 5 ต้น / กอ ตลอดปีคือ เมื่อเก็บเกี่ยวหรือตัดเครือ ตัดต้นออกแล้ว ต้องไว้
หน่อทดแทน ให้ครบ 5 ต้น / กอ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ประการที่ 2ใส่ปุ๋ยคอก
หรือปุ๋ยชีวภาพจะได้ผลผลิตมากกว่า ประการที่ 3 เลือกหน่อพันธุ์กล้วยหินที่สมบูรณ์จากกอที่มีหวีดก
และพันธุ์ที่ไม่ติดเปลือกนำมาปลูกทำพันธุ์
2.นายภานุเดช คงยศ อายุ 35 ปี หมู่ที่ 6 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
มีพื้นที่ปลูกกล้วยหิน 10 ไร่ ปลูกมาแล้ว7 ปี ปลูกเป็นพืชร่วมกับลองกองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับพันธุ์
กล้วยหินโดยกล่าว…จะเลือกใช้พันธุ์ปลูกจากกอที่มีผลผลิตเนื้อสีเหลือง ซึ่งจะมีลักษณะผลสีเขียวเข้ม
เนื้อเหนียวไม่ยุ่ย ต่างจากพันธุ์เนื้อสีขาว ที่มีผลออกสีเขียวนวล เนื้อยุ่ย ซึ่งเกษตรกรนิยมใช้เป็นอาหาร
นกกรงหัวจุก

3.นายวิโรจน์ รักษากิจ เกษตรจังหวัดยะลา กล่าวว่า….กล้วยหินเป็นพืชของดีของจังหวัด
ยะลาเกษตรกรมีศักยภาพ และมีความคุ้นเคยกับการปลูกและบริโภคกล้วยหินมานานแล้ว การใช้
ประโยชน์จากกล้วยหินก็กว้างขวางมากขึ้น นอกจากจะใช้บริโภคในรูปแบบต่างๆ แล้วกล้วยหินเกือบ
ครึ่งหนึ่ง กล้วยหินเกือบครึ่งหนึ่งที่ผลิตได้ในแต่ละปีใช้เป็นอาหารของนกกรงหัวจุก ที่ชาวบ้านนิยม
เลี้ยงกันมาก ทำให้ราคาผลผลิตกล้วยหินสูงขึ้นมาก ต่างกันกับที่อำเภอสานสกา จังหวัดนครศรีธรรม-
ราช ซึ่งมีการปลูกกล้วยหินเช่นกัน แต่ไม่มีตลาดรับซื้อผลผลิตเพราะผู้บริโภคไม่รู้จักอีกทั้งกล้วยหิน
เป็น เป็นพืชที่ไม่นิยมบริโภคสดต้องผ่านการแปรรูปก่อน นี่ก็แสดงว่ากล้วยหินก็สามารถปลูกในต่าง
จังหวัดได้ด้วย ฉะนั้นจังหวัดยะลาซึ่งเป็นต้นกำเนิดก็ต้องหาทางพัฒนาการผลิตและการแปรรูปให้
เป็นพืชเศรษฐกิจของยะลา อีกพืชหนึ่งด้วย
4. นายมนัส ศุภชีวะกุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรภาคใต้ตอนล่าง มีความคิดเห็นว่า….
กล้วยหินสามารถปลูกได้ด้วยในจังหวัดอื่น ๆ เช่นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการปลูกกล้วยหินประมาณ
2,000 ไร่ ขายผลผลิตกิโลกรัมละ15 – 20 บาท และได้แนะนำการบริโภคกล้วยหิน โดยวิธีผ่าซีกเข้า
ไมโครเวฟให้สุกแล้วรับประทานได้เลย
5. นางสิริกาญจน์ สุวรรณรัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา มีความคิดเห็นต่อการพัฒนา
การผลิตกล้วยหิน โดยกล่าวว่า…ต้องเริ่มจากการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน
ตรงตามความต้องการของตลาด ผลิตภัณฑ์แปรรูปกล้วยหินต้องทำให้การเก็บรักษาไว้บริโภคได้ยาว
นานมีแบรนด์เนมสร้างความเชื่อมั่นการตลาดจะได้กว้างขวางมากขึ้น จนสู่ตลาดต่างประเทศ หาก
สามารถขยายโอกาสทางตลาดได้ ก็จะสามารถขยายการผลิตได้ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พื้นที่
ว่างปลูกกล้วยหินให้เต็มพื้นที่ให้เหมือนกับประเทศจีนที่ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่
6. นายสังวรณ์ ยี่รัญศิริ หัวหน้าฝ่ายแผนงานพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรและ
สหกรณ์จังหวัดยะลา มีความคิดเห็นว่า…เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา มีนโยบาย
ที่จะพัฒนากล้วยหิน เพราะกล้วยหินเป็นพืชท้องถิ่นที่มีราคาสูงมีความทนทานและเหมาะสมกับสภาพ
พื้นที่จังหวัดยะลา เป็นพืชที่มีศักยภาพในการแปรรูปได้หลายอย่างที่สำคัญมีรสชาดที่เป็นเอกลักษณ์
ของตัวเองสูง จึงควรศึกษาและส่งเสริมอย่างจริงจังทั้งระบบสวนและเป็นพืชแซม ศึกษาการแปรรูปให้
มีรูปแบบที่หลากหลาย นำมาบดอัดขึ้นเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น รูปกล้วยหินแล้วนำไปบรรจเป็นบรรจุ
ภัณฑ์ที่ี่สวยงามมีคุณค่าและเพิ่มมูลค่าอีกด้วย
7. นางสาวจินตนาภร คงชะนะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด
ยะลา มีความคิดเห็นว่า….กล้วยหินเป็นพืชท้องถิ่นที่มีพื้นที่ปลูกยังไม่กระจายหลากหลายไม่มีปัญหา
เรื่องการตลาด การสูญเสียของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวมีน้อยจนเกือบไม่มีเลย อายุการเก็บรักษา
หลังการเก็บเกี่ยวนาน ไม่ต้องการดูแลรักษาอย่าเข้มข้นเช่นพืชชนิดอื่นๆ ศัตรูทางธรรมชาติที่ปรากฎ
น้อยและสามารถแปรรูปได้หลายรูปแบบ จึงเป็นโอกาสต่อการพัฒนากล้วยหินไปสู่เป้าหมายได้
ปัจจุบันการแปรรูปผลผลิตกล้วยหินมีความหลายทั้งคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ ทำอย่างไรให้เกิดเอก
ลักษณ์เฉพาะ หรือเป็นแบรนด์เนมและ Packaging ที่มองปุ๊บรู้ปั๊บ